เคยสงสัยไหมว่าทำไมทันทีที่กดส่งคำสั่งซื้อขายในตลาดฟอเร็กซ์ ออเดอร์ของคุณถึงเริ่มต้นด้วยสถานะติดลบก่อนเสมอ สิ่งนี้ไม่ใช่ความผิดพลาดของระบบ แต่เป็นเพราะต้นทุนล่องหนอย่างหน่วยที่เรียกว่า ค่าสเปรด คือ ปัจจัยแรกสุดที่คุณต้องจ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ วันนี้ beston จะพานักลงทุนมือใหม่ทุกท่านไปทำความรู้จักกับกลไกนี้อย่างเจาะลึก เพื่อให้คุณสามารถคำนวณต้นทุนและวางแผนทำกำไรได้อย่างเข้าใจ
ค่าสเปรด (Spread) คืออะไร
ค่าสเปรด คือ ส่วนต่างระหว่างราคาเสนอซื้อ และราคาเสนอขายที่เกิดขึ้นบนกระดานเทรด เปรียบเสมือนค่าธรรมเนียมขั้นพื้นฐานในการจับคู่ออเดอร์ ค่าสเปรดจึงเป็นรายได้หลักของทางโบรกเกอร์ในการให้บริการส่งคำสั่งซื้อขายของคุณเข้าสู่ตลาดโลกนั่นเอง ยิ่งส่วนต่างนี้แคบลงเท่าไหร่ ต้นทุนในการเทรดของคุณก็จะยิ่งต่ำลงเท่านั้น
ค่าสเปรดมีกี่ประเภทในตลาด Forex
โครงสร้างของระบบการซื้อขายฟอเร็กซ์ในปัจจุบัน มีการออกแบบลักษณะของต้นทุนนี้ไว้แตกต่างกัน เพื่อให้ตอบโจทย์สไตล์การลงทุนที่หลากหลายของนักเทรด โดยทั่วไปแล้วเราสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้
1. สเปรดคงที่ (Fixed spread): สเปรดประเภทนี้จะมีระยะห่างของส่วนต่างราคาที่ถูกกำหนดไว้เป็นตัวเลขที่แน่นอนตายตัว โดยไม่ปรับเปลี่ยนไปตามสภาวะความผันผวนของตลาดโลก ข้อดีคือช่วยให้นักลงทุนรายย่อยสามารถคำนวณต้นทุนล่วงหน้าก่อนการส่งคำสั่งซื้อขายได้อย่างแม่นยำ เหมาะสำหรับมือใหม่หรือผู้ที่ใช้ระบบเทรดอัตโนมัติในการทำกำไรช่วงที่ตลาดนิ่ง
2. สเปรดแปรผัน (Variable spread): หรือที่เรียกกันว่าสเปรดลอยตัว เป็นประเภทที่มีการขยับตัวและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามสภาพคล่องที่แท้จริงของตลาดโลก ในช่วงเวลาปกติที่มีปริมาณการซื้อขายหนาแน่น ค่าสเปรดคือตัวแปรที่จะหดแคบลงจนเกือบเป็นศูนย์ ทำให้ต้นทุนต่ำมาก แต่หากเข้าสู่ช่วงที่ตลาดขาดสภาพคล่อง สเปรดประเภทนี้ก็สามารถขยายตัวกว้างขึ้นได้เช่นกัน
ทำไมราคา Bid และ Ask ถึงส่งผลโดยตรงต่อค่าสเปรด
ระบบราคาในหน้าจอเทรดจะถูกแยกออกเป็นสองฝั่งเสมอ เพื่อระบุปริมาณความต้องการซื้อและต้องการขายในขณะนั้น ซึ่งทั้งสองราคามีหน้าที่สำคัญ ดังนี้
ราคา Bid (ราคาเสนอซื้อ) : คือราคาที่ตลาดหรือโบรกเกอร์พร้อมที่จะซื้อสินทรัพย์จากคุณ ดังนั้น ราคา Bid จึงใช้สำหรับการเปิดออเดอร์ฝั่ง Sell หรือใช้สำหรับกดปิดออเดอร์ฝั่ง Buy
ราคา Ask (ราคาเสนอขาย) : คือราคาที่ตลาดหรือโบรกเกอร์พร้อมที่จะขายสินทรัพย์ให้คุณ ดังนั้น ราคา Ask จึงใช้สำหรับการเปิดออเดอร์ฝั่ง Buy หรือใช้สำหรับกดปิดออเดอร์ฝั่ง Sell
ช่องว่างที่เกิดขึ้นระหว่างราคา Ask ที่อยู่ด้านบน และราคา Bid ที่อยู่ด้านล่าง ก็คือสิ่งที่เรียกว่าสเปรด คือต้นทุนแฝงที่คุณต้องจ่ายทันทีเมื่อเกิดการจับคู่สถานะ
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ค่าสเปรดขยับขึ้นและลงมาจากอะไร
สเปรดในสภาวะตลาดจริงไม่ได้คงอยู่กับที่ตลอดเวลา (ในกรณีที่เป็นสเปรดลอยตัว) นักเทรดจำเป็นต้องรู้กลไกที่มีอิทธิพลต่อต้นทุนนี้ โดยมีปัจจัยหลัก ดังนี้
สภาพคล่องของคู่สกุลเงิน : คู่เงินหลักที่มีปริมาณการซื้อขายหนาแน่นทั่วโลก สเปรดจะแคบลงโดยธรรมชาติ ตรงกันข้ามกับคู่เงินแปลกใหม่ที่มีคนเทรดน้อย สเปรดจะขยายกว้างขึ้นเพราะหาคู่สัญญาจับคู่ออเดอร์ได้ยาก
ช่วงเวลาผันผวนและข่าวสารเศรษฐกิจ : เมื่อมีการรายงานข่าวสำคัญหรือตัวเลขเศรษฐกิจที่มีผลกระทบรุนแรง ความผันผวนที่พุ่งสูงขึ้นจะทำให้โบรกเกอร์ และผู้ให้บริการสภาพคล่องต้องถ่างสเปรดออกชั่วคราวเพื่อลดความเสี่ยง
เวลาของการเปิดปิดตลาดการเงิน : ช่วงเวลารอยต่อที่ตลาดภูมิภาคหนึ่งกำลังจะปิด และอีกภูมิภาคกำลังจะเปิด ปริมาณคำสั่งซื้อขายในระบบจะเบาบางลงอย่างมาก ส่งผลให้ค่าสเปรดจะกว้างขึ้นกว่าช่วงเวลาปกติ
สูตรและวิธีคำนวณส่วนต่างจากค่า Spread เรื่องที่ห้ามมองข้าม
การรู้กลไกเชิงตัวเลขจะช่วยให้นักลงทุนบริหารหน้าตักได้ โดยคุณสามารถคิดคำนวณต้นทุนเบื้องต้นได้เอง ก่อนที่จะทำการตัดสินใจส่งคำสั่งซื้อขายในแต่ละครั้ง
ตัวอย่างการคำนวณค่าสเปรด เงินทุนจริงที่คุณต้องจ่ายในระบบ: สูตรพื้นฐานในการหาทศนิยมส่วนต่างคือ การนำราคา Ask ตั้งแล้วลบด้วยราคา Bid โดยผลลัพธ์ที่ได้จะมีหน่วยเป็น PIP หรือ Point ตามโครงสร้างทศนิยมของแต่ละสินทรัพย์ ดังตัวอย่างต่อไปนี้ สูตรการคำนวณ ราคา Ask − ราคา Bid = ค่าสเปรด (หน่วยเป็น Pip หรือ Point) สมมติว่าคุณกำลังพิจารณาคู่เงินยอดนิยมอย่าง EUR/USD บนหน้าจอแสดงราคา Bid อยู่ที่ 1.12500 และราคา Ask อยู่ที่ 1.12515 เมื่อคำนวณตามสูตรจะพบว่าส่วนต่างคือ 0.00015 หรือคิดเป็น ค่า Spread คือ 1.5 Pip (เท่ากับ 15 Point ในระบบทศนิยม 5 ตำแหน่ง) เมื่อต้องการแปลงเป็นจำนวนเงินจริง ให้คูณด้วยขนาดสัญญาและปริมาณลอตที่เลือกเทรด หากเปิดออเดอร์ขนาด 1 Standard Lot (มูลค่าสัญญา 100,000 หน่วย โดย 1 Pip = $10) ต้นทุนที่คุณต้องจ่ายทันทีคือ $15 USD หากปรับลดขนาดลงมาเทรดที่ 0.1 Lot ต้นทุนค่า Spread คือ $1.5 USD หากเลือกขนาดเล็กสุดสำหรับมือใหม่ที่ 0.01 Lot ต้นทุนจริงในระบบจะเหลือเพียง $0.15 USD เท่านั้น
เทคนิคจัดการต้นทุนล่องหนจากค่าสเปรดเพื่อรักษาพอร์ต
เพื่อไม่ให้ค่าใช้จ่ายแฝงเหล่านี้เข้ามากัดกินผลกำไรในระยะยาว นักเทรดจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ในการควบคุมต้นทุนอย่างเป็นระบบด้วยแนวทางปฏิบัติพื้นฐาน ดังนี้
หลีกเลี่ยงการออกออเดอร์ช่วงข่าวแรง : ในช่วงที่มีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ข่าวตัวเลขเงินเฟ้อ (CPI) หรือการประชุมธนาคารกลาง ระบบสเปรดลอยตัวจะมีการดีดขยายกว้างขึ้นหลายเท่าตัว การชะลอการเทรดในช่วงเวลาดังกล่าวจะช่วยป้องกันความเสี่ยงได้ดี
เลือกคู่เงินหลักที่มีสภาพคล่องสูง : คู่สกุลเงินหลักอย่าง EUR/USD หรือ USD/JPY จะมีปริมาณการซื้อขายมหาศาลจากทั่วโลก ส่งผลให้ค่าสเปรดมีตัวเลขที่แคบและคงที่มากกว่าคู่เงินแปลกใหม่
เลือกประเภทบัญชีให้ตรงกับกลยุทธ์ : บัญชีประเภท Standard มักไม่มีค่าคอมมิชชันแต่สเปรดจะกว้างกว่าเล็กน้อย ขณะที่บัญชีประเภท ECN หรือ Raw Spread จะให้สเปรดที่แคบใกล้เคียงศูนย์แต่มีการจัดเก็บค่าคอมมิชชันแทน นักเทรดจึงต้องคำนวณเปรียบเทียบความคุ้มค่าให้ดี
รู้จักค่าสเปรดและเริ่มต้นเทรดอย่างมั่นใจที่ beston
การทำความเข้าใจสเปรดและกลไกราคา ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณก้าวข้ามจากการเป็นมือใหม่สู่การเป็นนักลงทุนมืออาชีพได้อย่างมั่นคง beston พร้อมมอบประสบการณ์การลงทุนที่ดี ด้วยการเป็นโบรกเกอร์เทรด Forex ที่ให้ข้อเสนอสเปรดแคบเป็นพิเศษ ส่งคำสั่งซื้อขายตรงสู่ตลาดโลกอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความท้าทายในการทำกำไรจากราคาสินทรัพย์ที่ผันผวน และต้องการเทรดทอง เรายังมุ่งมั่นพัฒนาบริการในฐานะโบรกเกอร์เทรดทอง ด้วยระบบที่เสถียรและทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมดูแลคุณ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ทำไมเปิดออเดอร์ปุ๊บ พอร์ตถึงแสดงสถานะติดลบทันที
เพราะระบบคิดค่าสเปรดเป็นต้นทุนแรกเข้าทันทีจากส่วนต่างราคา Bid และ Ask ทำให้คำสั่งซื้อขายเริ่มต้นด้วยผลติดลบเสมอ
สเปรดคงที่กับสเปรดแปรผัน ควรเลือกเทรดแบบไหนดีกว่า
หากเทรดสั้นช่วงตลาดปกติ สเปรดแปรผันจะแคบและคุ้มกว่า แต่ถ้าเน้นล็อกต้นทุนแน่นอนในช่วงข่าวแรง สเปรดคงที่จะตอบโจทย์
ช่วงเวลาไหนในตลาด Forex ที่ค่าสเปรดจะขยายกว้างที่สุด
ช่วงที่มีการประกาศข่าวเศรษฐกิจสำคัญ วันหยุดเทศกาล และช่วงรอยต่อสับเปลี่ยนเซสชันของตลาดการเงินโลก ซึ่งสภาพคล่องในระบบจะต่ำมาก
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
- ทำไมเปิดออเดอร์ปุ๊บ พอร์ตถึงแสดงสถานะติดลบทันที
- เพราะระบบคิดค่าสเปรดเป็นต้นทุนแรกเข้าทันทีจากส่วนต่างราคา Bid และ Ask ทำให้คำสั่งซื้อขายเริ่มต้นด้วยผลติดลบเสมอ
- สเปรดคงที่กับสเปรดแปรผัน ควรเลือกเทรดแบบไหนดีกว่า
- หากเทรดสั้นช่วงตลาดปกติ สเปรดแปรผันจะแคบและคุ้มกว่า แต่ถ้าเน้นล็อกต้นทุนแน่นอนในช่วงข่าวแรง สเปรดคงที่จะตอบโจทย์
- ช่วงเวลาไหนในตลาด Forex ที่ค่าสเปรดจะขยายกว้างที่สุด
- ช่วงที่มีการประกาศข่าวเศรษฐกิจสำคัญ วันหยุดเทศกาล และช่วงรอยต่อสับเปลี่ยนเซสชันของตลาดการเงินโลก ซึ่งสภาพคล่องในระบบจะต่ำมาก



