การก้าวเข้าสู่โลกการลงทุนออนไลน์ สิ่งหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนรายย่อยสามารถสร้างโอกาสในตลาดได้ คือการมีตัวช่วยทุ่นแรงทางการเงินที่มีประสิทธิภาพอย่างการใช้เลเวอเรจ ซึ่งเป็นสิ่งที่คุ้นชินสำหรับคนเทรดเป็นประจำ แต่สำหรับมือใหม่ที่ไม่รู้ว่าเลเวอเรจ (Leverage) คืออะไร มีความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน beston เราจะไขข้อสงสัยเรื่องนี้ให้เอง
เลเวอเรจ (Leverage) คืออะไร
เลเวอเรจ (Leverage) คือ เครื่องมือทางการเงินที่ช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้นักลงทุน โดยสามารถใช้วางเงินค้ำประกันเพียงบางส่วน แต่สามารถเลือกควบคุมและซื้อขายสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูงกว่าเงินทุนจริงได้หลายเท่าตัว ระบบนี้จึงช่วยทลายข้อจำกัดด้านเงินก้อน ทำให้ผู้ที่มีทุนน้อยสามารถเข้าถึงและเก็งกำไรในตลาดระดับสากลได้ทันที
การเทรดแบบเลเวอเรจมีหลักการอย่างไร
หลักการทำงานของเลเวอเรจ คือการที่โบรกเกอร์มอบอำนาจซื้อขายชั่วคราวให้แก่บัญชีของคุณ โดยคำนวณตามสัดส่วนอัตราส่วนที่คุณเลือกไว้ในระบบ เช่น 1:10, 1:100 หรือ 1:500 ตามข้อตกลง เมื่อคุณส่งคำสั่งซื้อขาย ระบบจะคำนวณมูลค่าสัญญาจริงแล้วหักเงินทุนของคุณไปเป็นหลักประกันตามสัดส่วนเท่านั้น ส่วนต่างของมูลค่าสัญญาที่เหลือจะถูกค้ำประกันโดยระบบอัตโนมัติ ทำให้คุณสามารถเก็งกำไรจากสินทรัพย์ขนาดใหญ่ได้ทันที
ข้อดีของการใช้ Leverage และความเสี่ยงที่ต้องระวัง
การใช้เลเวอเรจช่วยทลายกำแพงและข้อจำกัดด้านเงินทุนได้ดี เพราะทำให้นักลงทุนรายย่อยสามารถเข้าถึงโอกาสทำกำไรได้มากหลายเท่าตัว ผ่านข้อดีหลัก ๆ ดังนี้
ข้อดีของการใช้ Leverage
เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น : ขยายกำลังซื้อและทำกำไรได้มากกว่าเดิมจากปริมาณเงินทุนเริ่มต้นเท่าเดิม
กระจายความเสี่ยงได้หลากหลาย : นำทุนที่เหลือไปเก็งกำไรในสินทรัพย์ประเภทอื่นได้พร้อมกันในพอร์ตเดียว
เข้าถึงสินทรัพย์มูลค่าสูงได้ง่าย : เปิดโอกาสให้ซื้อขายทองคำสากล หรือดัชนีหุ้นต่างประเทศได้โดยไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่
ความเสี่ยงในการใช้ Leverage
ขยายผลขาดทุนรุนแรงตามอัตราคูณ : หากราคาเคลื่อนที่สวนทาง ผลขาดทุนจะถูกคูณเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนเลเวอเรจที่ใช้ ซึ่งอาจทำให้เสียเงินทุนอย่างรวดเร็ว
เสี่ยงต่อการถูกล้างพอร์ต (Margin Call / Stop Out) : หากใช้เลเวอเรจสูงเกินไปและไม่ตั้งจุดตัดขาดทุน เมื่อราคาผันผวนหนัก ระบบจะทำการปิดสถานะอัตโนมัติทันที
เกิดความกดดันทางจิตวิทยา : การเห็นตัวเลขกำไรขาดทุนที่แกว่งตัวรุนแรงอาจทำให้เทรดเดอร์ตัดสินใจผิดพลาดหรือเทรดด้วยอารมณ์จนเสียระบบ
เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างมาร์จิ้นและเลเวอเรจ
แม้ทั้งสองคำนี้จะอยู่คู่กันเสมอในตลาดออนไลน์ แต่หน้าที่และระบบการคำนวณกลับแตกต่างกันอย่างชัดเจน เพื่อให้เห็นภาพระบบการทำงานจริง สามารถยกตัวอย่างเปรียบเทียบได้ ดังนี้
เลเวอเรจ (Leverage) คืออัตราส่วนทวีคูณพลังซื้อ : ทำหน้าที่ขยายเงินทุนของคุณให้สูงขึ้นตามสัดส่วนที่เลือก โดยไม่ต้องควักเงินตัวเองเต็มจำนวน เช่น หากเลือกอัตราส่วน 1:100 จะช่วยเปลี่ยนเงินทุน 1,000 ดอลลาร์ ให้มีอำนาจซื้อขายสัญญาจริงในตลาดโลกได้สูงถึง 100,000 ดอลลาร์ทันที
มาร์จิ้น (Margin) คือจำนวนเงินค้ำประกันจริงที่ถูกยึด : ทำหน้าที่เป็นหลักประกันขั้นต้นที่ระบบจะตัดจากบาลานซ์ของคุณไปล็อกไว้ชั่วคราวเพื่อเปิดสัญญานั้น จากตัวอย่างสัญญา 100,000 ดอลลาร์ด้านบน เมื่อคุณมีคานงัด 1:100 ระบบจะคำนวณและดึงเงินจริงของคุณไปค้ำประกันเพียง 1% ซึ่งเท่ากับ 1,000 ดอลลาร์นั่นเอง
เลเวอเรจ 1:100 คืออะไร ส่งผลอย่างไรต่อการเปิดออเดอร์
อัตราส่วน 1:100 หมายความว่า เงินทุนทุกๆ 1 ดอลลาร์ของคุณ จะมีอำนาจในการส่งคำสั่งซื้อขายสินทรัพย์ในตลาดโลกได้สูงถึง 100 ดอลลาร์ หรือใช้เงินค้ำประกัน (Margin) เพียงแค่ 1% ของมูลค่าสัญญาจริงเท่านั้น การเลือกใช้สัดส่วนนี้จะส่งผลให้มาร์จิ้นที่ต้องใช้ลดลงอย่างมาก ทำให้เงินทุนที่เหลือในบัญชี (Free Margin) ยังมีปริมาณมากพอที่จะใช้ในการกระจายความเสี่ยงเพื่อเปิดออเดอร์อื่น ๆ หรือทนต่อการแกว่งตัวของราคาในพอร์ตได้ดีขึ้น
ความเสี่ยงและข้อควรรู้ก่อนใช้ Leverage เพื่อไม่ให้พอร์ตพัง
เนื่องจากระบบเลเวอเรจเป็นเครื่องมือทางการเงินที่เป็นเสมือนดาบสองคม นักลงทุนจึงจำเป็นต้องเข้าใจลักษณะความเสี่ยงแ ละเตรียมแผนรับมืออย่างรัดกุมก่อนส่งคำสั่งซื้อขายจริง ดังนี้
การขาดทุนที่ทวีคูณตามสัดส่วน : เพิ่มทั้งโอกาสในการสร้างผลกำไร และโอกาสในการขาดทุนในสัดส่วนที่เท่ากัน
ความผันผวนของราคาที่ส่งผลต่อพอร์ตไวขึ้น : การแกว่งตัวของราคาเพียงเล็กน้อยอาจส่งผลกระทบต่อเงินทุนทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว
ความเสี่ยงในการถูกบังคับปิดสถานะ : หากปล่อยให้เงินทุนลดลงจนต่ำกว่าเกณฑ์ ระบบจะทำการล้างพอร์ต (Force Close) ทันที
เช็กลิสต์ที่ควรรู้ว่าคุณพร้อมไหมที่จะเลือกใช้เลเวอเรจ
ก่อนที่คุณจะตัดสินใจปรับเพิ่มอัตราส่วนคานงัดในพอร์ตการลงทุน ลองตรวจสอบความพร้อมของตัวเองผ่านเกณฑ์วัดพื้นฐาน 3 ข้อสำคัญ ดังนี้
เข้าใจระบบมาร์จิ้นอย่างถ่องแท้ : สามารถคำนวณเงินประกันค้ำประกันขั้นต้น และรู้จุดวิกฤตของพอร์ตได้อย่างแม่นยำ
มีแผนควบคุมความเสี่ยงชัดเจน : ตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop Loss) ทุกครั้ง และไม่ส่งคำสั่งซื้อขายขนาดใหญ่เกินตัว
ควบคุมอารมณ์ได้ดี : ไม่ทำการเปิดออเดอร์แก้แค้นตลาดเมื่อขาดทุน และสามารถปฏิบัติตามแผนการลงทุนได้อย่างมีวินัย
เลือกเทรดทองและ Forex อย่างมั่นใจ ปลอดภัยไปกับ beston
การเลือกส่งคำสั่งซื้อขายผ่านพาร์ตเนอร์ที่มั่นคง และเข้าใจระบบการบริหารพอร์ตคือสิ่งสำคัญที่สุด การเลือกเปิดบัญชีกับ beston คือคำตอบที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการลงทุนของคุณได้อย่างดี ที่ beston เราพร้อมสนับสนุนเทรดเดอร์ด้วยการเลือกอัตราส่วน Leverage ให้เหมาะสมกับกลยุทธ์ส่วนบุคคลได้อย่างอิสระ บนแพลตฟอร์ม MetaTrader 5 (MT5) ที่ส่งคำสั่งได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ นอกเหนือจากระบบการใช้งานแล้ว เรายังยืนหยัดในฐานะโบรกเกอร์เทรด Forex ที่โปร่งใส มีส่วนต่างราคาซื้อขายต่ำ และเป็นโบรกเกอร์เทรดทอง ที่มีความมั่นคงสูง หากคุณเป็นมือใหม่ที่ต้องการฝึกหัดคำนวณมาร์จิ้น และทดลองเทรดทองออนไลน์ในสภาวะจำลอง สามารถเข้าใช้งานระบบบัญชีทดลอง (Demo Account) กับทาง beston ได้ฟรีโดยไม่มีความเสี่ยง เพื่อสร้างวินัยและแนวทางที่ถูกต้องก่อนเริ่มต้นลงทุนในสนามจริง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
นักลงทุนมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นเทรด ควรเลือกสัดส่วนเท่าไหร่ดี
แนะนำให้เริ่มต้นในระดับต่ำ เช่น 1:10 ถึง 1:100 เพื่อควบคุมขนาดความเสี่ยงไม่ให้สูงเกินไป และช่วยป้องกันไม่ให้พอร์ตเสียหายรวดเร็วในช่วงศึกษาตลาด
การเลือกสัดส่วนเลเวอเรจสูง ส่งผลดีหรือผลเสียต่อการลงทุนจริง
ส่งผลทั้งสองด้านเปรียบเสมือนดาบสองคม โดยช่วยเพิ่มโอกาสทำกำไรได้สูงขึ้นจากทุนเท่าเดิม แต่ก็ทำให้พอร์ตมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนได้รวดเร็วขึ้นเช่นกัน
หากพอร์ตลงทุนได้รับความเสียหายหนัก จะเป็นหนี้ติดลบโบรกเกอร์ไหม
ไม่เป็น เนื่องจาก beston มีระบบป้องกันยอดเงินในบัญชีติดลบ (Negative Balance Protection) และจะระบบทำการบังคับปิดสถานะตัดขาดทุนทันทีเมื่อเงินหลักประกันหมด
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
- นักลงทุนมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นเทรด ควรเลือกสัดส่วนเท่าไหร่ดี
- แนะนำให้เริ่มต้นในระดับต่ำ เช่น 1:10 ถึง 1:100 เพื่อควบคุมขนาดความเสี่ยงไม่ให้สูงเกินไป และช่วยป้องกันไม่ให้พอร์ตเสียหายรวดเร็วในช่วงศึกษาตลาด
- การเลือกสัดส่วนเลเวอเรจสูง ส่งผลดีหรือผลเสียต่อการลงทุนจริง
- ส่งผลทั้งสองด้านเปรียบเสมือนดาบสองคม โดยช่วยเพิ่มโอกาสทำกำไรได้สูงขึ้นจากทุนเท่าเดิม แต่ก็ทำให้พอร์ตมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนได้รวดเร็วขึ้นเช่นกัน
- หากพอร์ตลงทุนได้รับความเสียหายหนัก จะเป็นหนี้ติดลบโบรกเกอร์ไหม
- ไม่เป็น เนื่องจาก beston มีระบบป้องกันยอดเงินในบัญชีติดลบ (Negative Balance Protection) และจะระบบทำการบังคับปิดสถานะตัดขาดทุนทันทีเมื่อเงินหลักประกันหมด



