กลับไปบทความทั้งหมดพื้นฐาน

ตลาดกระทิงกับตลาดหมี คืออะไร ส่งผลอย่างไรกับนักลงทุนบ้าง

Education · อ่าน 5 นาที

ภาพประกอบบทความ ตลาดกระทิงกับตลาดหมี คืออะไร ส่งผลอย่างไรกับนักลงทุนบ้าง

การเริ่มต้นลงทุนในตลาดโลก สิ่งสำคัญที่สุดคือการเข้าใจสภาวะตลาดที่แปรผันอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าคุณกำลังมองหาโบรกเกอร์เทรด Forex หรือเตรียมตัวเทรดทอง การเรียนรู้เรื่องแนวโน้มราคาจะช่วยลดความเสี่ยงได้มหาศาล วันนี้ beston จะพาทุกคนไปเจาะลึกความหมายของสองคำศัพท์ยอดฮิต ที่นักลงทุนทั่วโลกใช้เรียกสภาวะตลาดอย่างตลาดกระทิง (Bull Market) และตลาดหมี (Bear Market) เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนลงสนามจริง

ตลาดกระทิง (Bull Market) คืออะไร

Bull Market คือ สภาวะที่ภาพรวมของตลาดอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างรุนแรงและยาวนาน โดยคำว่าตลาดกระทิง มีลักษณะเปรียบเหมือนกระทิงที่ใช้เขาขวิดขึ้นด้านบน แสดงถึงช่วงเวลาที่ดัชนีราคาสินทรัพย์พุ่งทะยานอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาดมีความเชื่อมั่นสูง เกิดแรงซื้อมากกว่าแรงขายอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ราคาขยับตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ

จุดสังเกตของตลาดกระทิงดูได้จากอะไร: การเกิดตลาดกระทิงสังเกตได้จากปริมาณการซื้อขาย (Volume) ที่หนาแน่นและเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญควบคู่ไปกับราคาที่พุ่งสูงขึ้น ในทางเทคนิคอล ทรงกราฟจะแสดงโครงสร้างขาขึ้นชัดเจน โดยมีการทำจุดสูงสุดใหม่ที่ยกตัวสูงขึ้น (Higher High) และจุดต่ำสุดใหม่ที่ยกสูงขึ้นตาม (Higher Low) แท่งเทียนส่วนใหญ่เป็นสีเขียวเนื้อแน่น บ่งชี้ว่ามีแรงซื้อหนุนตลอดเวลาจนราคาทะลุผ่านแนวต้านสำคัญได้อย่างง่ายดาย

สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าตลาดกระทิงกำลังสิ้นสุดลง: แม้ตลาดจะเป็นขาขึ้นแต่ก็ไม่มีวันคงอยู่ตลอดไป สัญญาณเตือนว่าช่วงเวลาของกระทิงกำลังสิ้นสุดลงมักมาพร้อมกับข่าวร้ายทางเศรษฐกิจ เช่น การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย นโยบายควบคุมที่เข้มงวด หรือความผันผวนในระยะสั้นที่เริ่มมีแรงเทขายทำกำไรออกมาอย่างรุนแรง จนทำให้นักลงทุนเริ่มสูญเสียความมั่นใจและเปลี่ยนมุมมองเป็นเชิงลบ

ตลาดหมี (Bear Market) คืออะไร

Bear Market คือ ช่วงเวลาที่ราคาของสินทรัพย์ร่วงลงอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยคำว่าตลาดหมี คือการเปรียบเปรยถึงหมีที่ใช้กรงเล็บตะปบลงด้านล่าง ส่งผลให้เกิดแรงเทขายอย่างกว้างขวาง อุปทานในตลาดมีมากกว่าอุปสงค์ และทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่เกิดความกลัวกับการลดลงของราคา

จุดสังเกตของตลาดหมีดูได้จากอะไร: จุดสังเกตหลักของตลาดหมี คือการที่ราคาสินทรัพย์หลักปรับตัวลดลงตั้งแต่ 20% ขึ้นไปจากจุดสูงสุด โครงสร้างของทรงกราฟทางเทคนิคจะเปลี่ยนเป็นแนวโน้มขาลงอย่างสมบูรณ์ โดยแท่งเทียนจะทำจุดสูงสุดที่ต่ำลง (Lower High) และจุดต่ำสุดที่ต่ำลงเรื่อย ๆ (Lower Low) ขณะที่ปริมาณการซื้อขาย (Volume) ในฝั่งขายจะหนาแน่นอย่างน่ากลัว เกิดแรงตื่นตระหนกเทขาย (Panic Selling) จนราคาหลุดทะลุแนวรับสำคัญครั้งแล้วครั้งเล่า

สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าตลาดหมีกำลังสิ้นสุดลง: จุดสิ้นสุดของตลาดหมีมักจะคาดเดาได้ยากและฟื้นตัวอย่างช้า ๆ สัญญาณเริ่มต้นของการกลับตัวมักจะดูได้จากราคาสินทรัพย์ที่เริ่มสร้างฐานนิ่ง ปริมาณการเทขายเริ่มเบาบางลง รวมถึงเริ่มมีข่าวดีทางเศรษฐกิจหรือนโยบายผ่อนคลายทางการเงินเข้ามาช่วยกระตุ้น ดึงดูดให้นักลงทุนรายใหญ่เริ่มทยอยกลับเข้ามาสะสมสินทรัพย์อีกครั้ง

เปิดประวัติตลาดกระทิงและตลาดหมี ทำไมถึงสำคัญต่อนักลงทุน

คำศัพท์นี้มีประวัติตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 จากวลี "ขายหนังหมีก่อนจับหมีได้" ของพ่อค้าเก็งกำไร ต่อมาถูกเปรียบเทียบกับพฤติกรรมสัตว์ โดยกระทิงจะใช้เขาขวิดขึ้นด้านบนแสดงถึงตลาดขาขึ้น ส่วนหมีจะใช้กรงเล็บตะปบลงล่างแทนตลาดขาลง การเข้าใจกลไกและประวัตินี้มีความสำคัญต่อนักลงทุนอย่างมาก ด้วยเหตุผลดังนี้

ช่วยให้นักลงทุนเข้าใจพฤติกรรมราคาและจิตวิทยาในตลาด: การศึกษาเรื่องตลาดกระทิงและตลาดหมี ช่วยให้เราเข้าใจว่าราคาขับเคลื่อนด้วยจิตวิทยาของคนหมู่มาก ความโลภทำให้เกิดสภาวะ Bull Market คือแรงผลักดันราคา ส่วนความกลัวก็ทำให้เกิดตลาดหมี คือแรงตะปบราคาลง เมื่อเข้าใจกลไกนี้ มือใหม่จะไม่ตื่นตระหนกไปกับความผันผวนระยะสั้น และอ่านทิศทางตลาดได้ขาดมากขึ้น

ทำให้จับจังหวะการเข้าซื้อขายในระบบได้อย่างแม่นยำขึ้น: เมื่อนักลงทุนสามารถแยกแยะได้ว่าปัจจุบันกำลังอยู่ในรอบตลาดกระทิงหรือตลาดหมี จะทำให้การวางกลยุทธ์มีความแม่นยำสูงขึ้นมาก สามารถเลือกจังหวะการเข้าซื้อสะสมในช่วงที่ราคาลงไปต่ำสุด หรือหาจังหวะขายทำกำไรในจุดที่เหมาะสม โดยไม่ต้องเดาทิศทางลมแบบสุ่มเสี่ยง

เพิ่มทักษะการเลือกใช้เครื่องมือและกลยุทธ์ทำกำไรที่เหมาะสม: สภาวะตลาดที่ต่างกันต้องใช้เครื่องมือที่ไม่เหมือนกัน ในช่วง Bull Market คือจังหวะของการซื้อและถือครองเพื่อทำกำไร แต่หากเข้าสู่ช่วง Bear Market นักลงทุนที่มีทักษะจะปรับมาใช้กลยุทธ์การขายชอร์ต (Short Selling) หรือการทำ DCA เพื่อกระจายความเสี่ยง ซึ่งช่วยสร้างโอกาสทำกำไรได้ในทุกสถานการณ์

ช่วยลดความเสี่ยงจากการพอร์ตระเบิดในช่วงตลาดผันผวน: ความผิดพลาดส่วนใหญ่ของมือใหม่คือการสวนเทรนด์ การรู้เท่าทันสภาวะตลาดกระทิง และการระวังตัวใน ตลาดหมี จะช่วยป้องกันการเปิดสถานะซื้อขายที่เสี่ยงเกินไป ทำให้นักลงทุนรู้จักตัดขาดทุนได้ทันเวลา และไม่ปล่อยให้พอร์ตเสียหายหนัก จนเกิดเหตุการณ์พอร์ตระเบิดในช่วงที่ตลาดเกิดการเหวี่ยงตัวอย่างรุนแรง

กลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงเพื่อความอยู่รอดในทุกสภาวะตลาด

เพื่อให้พอร์ตการลงทุนของคุณเติบโตอย่างยั่งยืน beston ขอแนะนำ 3 กลยุทธ์หลักในการบริหารความเสี่ยงที่ใช้ได้ผลจริงทั้งในตลาดขาขึ้นและขาลง ดังนี้

การแบ่งเงินทุนสำรองฉุกเฉิน : นักลงทุนควรมีเงินสดสำรองไว้สำหรับดำรงชีวิตแยกต่างหาก เพื่อป้องกันไม่ให้ต้องฝืนปิดสถานะ หรือขายสินทรัพย์ขาดทุนในภาวะตลาดหมียามเกิดเหตุจำเป็น

กระจายความเสี่ยงในหลายสินทรัพย์ : ไม่ควรลงทุนในสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว ควรจัดสรรพอร์ตไปยังสินทรัพย์ที่หลากหลายเพื่อช่วยพยุงพอร์ตในช่วงที่สินทรัพย์หลักเกิดการปรับฐานราคา

การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยต้นทุน (DCA) : เป็นกลยุทธ์ที่ยอดเยี่ยมสำหรับรับมือความผันผวน โดยการตั้งเป้าลงทุนด้วยจำนวนเงินเท่ากันทุกเดือน วิธีนี้จะช่วยถัวเฉลี่ยต้นทุนให้ต่ำลงในช่วงตลาดหมีในการเก็บของถูก

เริ่มต้นลงทุนอย่างมั่นใจ พร้อมแพลตฟอร์มเทรดระดับสากลที่ beston

การเข้าใจสภาวะตลาดกระทิงและตลาดหมี จะช่วยให้มือใหม่ทำกำไรได้อย่างมืออาชีพ beston พร้อมสนับสนุนคุณด้วยแพลตฟอร์มระดับสากล สเปรดแคบ และระบบที่เสถียร ไม่ว่าคุณจะเลือกโบรกเกอร์เทรด Forex เพื่อทำกำไรจากค่าเงิน หรือเน้นเทรดทองกับโบรกเกอร์เทรดทอง เรามีเครื่องมือและทีมงานผู้เชี่ยวชาญคอยช่วยเหลือคุณ มาร่วมสร้างพอร์ตให้เติบโตอย่างมั่นคงไปกับเราได้แล้ววันนี้

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ตลาดกระทิง (Bull Market) และตลาดหมี (Bear Market) ต่างกันอย่างไร

ต่างกันที่ทิศทางราคาและจิตวิทยาตลาด ตลาดกระทิงคือสภาวะตลาดขาขึ้นที่ราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนมีความเชื่อมั่นและเกิดแรงซื้อหนุน ส่วนตลาดหมีคือสภาวะตลาดขาลงที่ราคาดิ่งลงอย่างรุนแรง นักลงทุนเกิดความกลัวและมีแรงเทขายหนาแน่น

ในช่วงตลาดหมี (Bear Market) นักลงทุนสามารถทำกำไรได้อย่างไรบ้าง

นักลงทุนสามารถทำกำไรได้ด้วย 2 กลยุทธ์หลัก คือ 1. การขายชอร์ต (Short Selling) หรือเปิดสถานะ Sell เพื่อทำกำไรจากส่วนต่างเมื่อราคาลดลง และ 2. การทำ DCA (Dollar-Cost Averaging) เพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุนและสะสมสินทรัพย์ราคาถูกในระยะยาว

มือใหม่ควรเริ่มต้นรับมือความผันผวนของทั้งสองสภาวะตลาดอย่างไรดี

เริ่มต้นด้วยการบริหารความเสี่ยงอย่างเข้มงวด โดยการแบ่งเงินทุนสำรองฉุกเฉินให้เพียงพอ (สำหรับค่าใช้จ่าย 3-6 เดือน) กระจายความเสี่ยงไปในหลายสินทรัพย์ และหลีกเลี่ยงการเทรดสวนเทรนด์หลักของตลาด เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการพอร์ตระเบิด

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ตลาดกระทิง (Bull Market) และตลาดหมี (Bear Market) ต่างกันอย่างไร
ต่างกันที่ทิศทางราคาและจิตวิทยาตลาด ตลาดกระทิงคือสภาวะตลาดขาขึ้นที่ราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนมีความเชื่อมั่นและเกิดแรงซื้อหนุน ส่วนตลาดหมีคือสภาวะตลาดขาลงที่ราคาดิ่งลงอย่างรุนแรง นักลงทุนเกิดความกลัวและมีแรงเทขายหนาแน่น
ในช่วงตลาดหมี (Bear Market) นักลงทุนสามารถทำกำไรได้อย่างไรบ้าง
นักลงทุนสามารถทำกำไรได้ด้วย 2 กลยุทธ์หลัก คือ 1. การขายชอร์ต (Short Selling) หรือเปิดสถานะ Sell เพื่อทำกำไรจากส่วนต่างเมื่อราคาลดลง และ 2. การทำ DCA (Dollar-Cost Averaging) เพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุนและสะสมสินทรัพย์ราคาถูกในระยะยาว
มือใหม่ควรเริ่มต้นรับมือความผันผวนของทั้งสองสภาวะตลาดอย่างไรดี
เริ่มต้นด้วยการบริหารความเสี่ยงอย่างเข้มงวด โดยการแบ่งเงินทุนสำรองฉุกเฉินให้เพียงพอ (สำหรับค่าใช้จ่าย 3-6 เดือน) กระจายความเสี่ยงไปในหลายสินทรัพย์ และหลีกเลี่ยงการเทรดสวนเทรนด์หลักของตลาด เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการพอร์ตระเบิด

ข้อมูลประกอบการศึกษา

บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจก่อนการลงทุน การซื้อขาย Forex และ CFD มีความเสี่ยงสูง